Roadmap
การตลาดออนไลน์

3 ขั้นตอน

ที่คุณใช้ ด้วยตัวคุณเอง

ระบบที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วทั่วโลก
วิธีเริ่มต้น จากโฆษณา ‘หลักร้อย
ไปสู่ยอดขาย ‘หลักล้าน

Step 1 : เริ่มทำเว็บไซต์ได้แล้ว!

"เว็บไซต์ คือบ้านของคุณ ทำบ้านให้น่าอยู่"

ผมเห็นด้วยว่าการเปิดแฟนเพจ เป็นการเริ่มต้นที่ใช้ต้นทุนต่ำสุด แต่หากคุณติดตามข่าวสารก็จะทราบว่า หลายๆคน เจอปัญหาเรื่องการลดการแสดงผลและต้องปรับตัวอยู่ตลอดกับการอัพเดท ของเจ้าของเว็บไซต์ ใช่ครับ ผมกำลังจะบอกว่า จริงๆแล้วท่านไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินนี้อย่างแท้จริง

เมื่อคุณโพสลง Social บทความจะถูกดันหายไป
แต่เมื่อโพสลง Website บทความนั้น จะยังคงอยู่ไปตลอด
และมีส่วนช่วยดันอันดับบน Google.co.th ให้ดีขึ้น

เมื่ออันดับดีขึ้น คนก็จะหาเจอเว็บคุณบ่อยขึ้น ทำให้คนเข้าเว็บไซต์คุณมากขึ้นเรื่อยๆแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งโฆษณา เป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า

ติดอันดับได้เยอะๆยิ่งดี แล้วทีนี้ Google ชอบเว็บแบบไหนกัน ?

เพื่อไม่ให้บทความยาวมาก ผมจึงสรุปให้เลยครับ

  • Responsive Web – เว็บไซต์ที่ ปรับขนาดหน้าจอได้เองตามอุปกรณ์
  • Fast pagespeed – โหลดเร็ว แม้ใช้เน็ตมือถือ (วัดคะแนนที่นี่)
  • No duplicate – เนื้อหาต้องไม่ลอกจากที่อื่นมาแบบ copy paste พยายามเขียนเรื่องเดิมในมุมมองที่ต่างกัน หรือนำเสนอต่างกัน
  • Onpage SEO – ปรับแต่งเว็บไซต์ ให้ Google bot เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย
  • Traffic & Quality backlink – มีการเข้าสู่เว็บไซต์จากหลายช่องทาง

ฟังดูง่ายแต่ทำจริงไม่ง่าย ในรายละเอียดมีเนื้อหากว่านี้เยอะมากครับผม สำหรับทั้ง 5 ข้อนี้ คือ เรื่องสำคัญที่ผมคัดมาแล้วว่าท่านจำเป็นต้องทราบ และเมื่อสำรวจราคาดู ท่านจะพบว่าเว็บไซต์ราคาถูกๆ มักจะขาดการ Modify ในเรื่องพวกนี้ครับ

Step 2 : แสดงตัวให้ลูกค้า

"เมื่อลูกค้าเริ่มมองหา ถ้าเขาไม่เจอคุณ เขาจะเจอใครซักคนแทน ! "

โทรศัพท์ ทำให้เราค้นหาอะไรได้สะดวก เช่นเดียวกับทุกๆคน เมื่อต้องการหาบางอย่าง เราจะไปที่ไหนครับ ใช่ครับ เราไปที่ Google แล้วเราก็จะพบกับข้อมูลมหาศาล และนี่คือ โอกาส ที่เราจะได้พบกับลูกค้า โดยเราสามารถกำหนดได้ว่า คนที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าเรา เขาจะหาใน Google ด้วยคำว่าอะไร?

ด้วยตรรกะง่ายๆว่า “เมื่อคนสนใจ จึงทำการค้นหา
ทำให้ การทำโฆษณาบน Google
เป็นเครื่องมือโฆษณาที่ แม่นยำที่สุดในยุคนี้

กรุณาบอกคนอื่น “ว่าคุณกำลังขายอะไรอยู่”

7 เหตุผลที่ควรเลือกใช้
Google Adwords ในการเริ่มต้นธุรกิจ

น่าแปลก ตอนผู้คนลงโฆษณากับ Facebook ถึงแม้เราไม่ได้เข้าใจวิธีทำงานชัดเจนเท่าไหร่ แต่กลับลงไปวันละหลายร้อยแบบไม่เสียดายเงิน
ลงทุนไปกับสิ่งที่เราไม่เข้าใจ อย่างนั้นรึเปล่า ?

  1. Search then Show – ตรรกะพื้นฐานง่ายๆ โดยโฆษณาจะแสดงก็ต่อเมื่อ “มีคนค้นหาทำที่คุณระบุไว้” ตอนตั้งค่าโฆษณา
  2. Keep after Click – จ่ายเมื่อเกิดผลลัพธ์เท่านั้น เมื่อมีคนคลิกโฆษณาเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ ระบบค่อยเริ่มคิดเงินคุณ แสดงว่า โฆษณาแสดงผลฟรีๆ ถ้าหากไม่มีคนคลิก 
  3. Learn your Goal’s – เมื่อคุณตั้งเป้าหมาย ให้ลูกค้ากรอกฟอร์มเพื่อติดต่อกลับ หรือแอดไลน์สอบถาม ระบบจะเรียนรู้และปรับปรุงโฆษณาอัตโนมัติ ให้แสดงผลบ่อยขึ้นกับคนที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้า มากกว่าแค่คลิกเข้ามาดูเว็บไซต์เฉยๆ
  4. Know your Customer – คุณจะเห็นว่า ผู้คนคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณด้วยคำว่าอะไรบ้าง โดยที่คุณไม่ต้องมโนคิดไปเอง คุณจะสามารถพัฒนากลยุทธการขาย และเพิ่มยอดขายได้จากข้อมูลเหล่านี้
  5. Cost per Click to Cost per Action – เมื่อระบบเรียนรู้ครบตามเงื่อนไข คุณสามารถอัพเกรดเป็น “ต้นทุนต่อผลลัพธ์ได้” โดยระบบจะปรับราคาคลิกให้เราอัตโนมัติ โดยมีเป้าหมายหลักคือ ให้ต้นทุนต่อผลลัพธ์เฉลี่ยอยู่ในงบประมาณตามที่เรากำหนด
  6. Remarketing – สามารถติดตามแสดงโฆษณา เพื่อย้ำให้ทราบอีกครั้ง หรือนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับคนที่เคยเข้าเว็บไซต์เรามาก่อน 
  7. Better for SEO – พิสูจน์แล้วว่า การทำโฆษณา Adwords จะช่วยเร่งให้เว็บไซต์ ขึ้นอันดับ Google(SEO) ได้สูงขึ้นจริง!

พักก่อน ยังเหลืออีก 1 ข้อ

ขอย้ำว่า ข้อนี้

สำคัญที่สุด

Step 3 : ตั้งเป้าหมาย

ครึ่งหนึ่ง ของเงินที่คุณใช้สำหรับโฆษณา ไม่ได้ช่วยให้เกิดยอดขายเท่าที่ควร
ปัญหาก็คือ... "คุณไม่รู้ว่า ครึ่งไหน?"

โชคดีที่ปัจจุบันมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกเช่น Google Analytic  และ Google Tag Manager ที่สามารถช่วยให้คุณดูข้อมูล และทำการทดสอบได้ง่ายๆ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเขียนโปรแกรมมาก่อนเลย 

A/B Testing คือคำตอบ

คุณจะหาสิ่งที่ดีกว่าเดิมได้ จากการทำ A/B Testing
ค่อยๆจับคู่ ทำให้จบไปทีละตัวแปร
คนนิยมทดสอบอะไรกันบ้าง

  • คำค้นหา/กลุ่มเป้าหมาย – แต่ละกลุ่มเกิดยอดขายต่างกันยังไง
  • เนื้อหาโฆษณา – อาจปรับคำเล็กน้อย หรือปรับทั้งประโยคก็ได้
  • ภาพประกอบเนื้อหา – หาภาพใหม่ หรือเคสที่ปรับแค่สีและขนาดของดวงตา ก็เคยเจอมาแล้วว่าให้ผลลัพธ์แรงดึงดูดที่แตกต่างกัน
  • เนื้อหาบนเว็บไซต์ – อาจทดสอบด้วยเนื้อหาที่แตกต่างกันคนละประเด็น
  • จำนวนช่องกรอกข้อมูล – จากสถิติพบว่า ถ้าลูกค้าสนใจจริงๆไม่ว่ามีกี่ช่องก็พร้อมที่จะกรอกมันทั้งหมดนะแหละ และแน่นอนเกิดผลลัพธ์ตรงกันข้ามกับคนที่ สงสัยและยังไม่แน่ใจว่าต้องการสิ่งนี้จริงๆรึเปล่า

ลด ละ เลิกมโน
แล้วมาทำ A/B Testing กันเถอะ

 

แถม...

การประยุกต์ใช้เทคนิค A/B Testing

กับแนวคิด Funnel

ถ้าไปหาคอร์สออนไลน์เรียนก็มีหลักพันบาทแน่นอน

Funnel การวัดผล

"บางทีเราก็หาแว่นตาไม่เจอ ตอนที่เราเผลอสวมมันไว้บนหัว"
แล้วก็เดินหารอบบ้าน โทษลูกชายที่กำลังซนว่าเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน

ถ้าเราเอา Customer journey มาเขียนเป็นแนวตั้ง เราก็จะได้ Funnel และจะเริ่มเห็น ข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กับยอดขาย 

Impressions = มีคนเห็นโฆษณาคุณบ่อยแค่ไหน
Visits = มีกี่คนที่เดินเข้าร้านของคุณ
Leads = ใครบ้างที่ติดต่อสอบถามสนใจ สินค้า/บริการของคุณ
Sale = พนักงานขายของคุณ ปิดการขายได้มากเท่าไหร่
Reviews = เก็บ Feedback จากลูกค้าได้เท่าไหร่ ส่วนนี้สามารถนำมาเพิ่มความเชื่อมั่น อีกทั้งเป็นข้อมูลปรับปรุงพัฒนาสินค้าบริการต่อไป ได้อีกด้วย

บางที เจ้าของธุรกิจก็หาไม่เจอว่าทำไมยอดขายถึงลดลง แล้วเอาแต่ปรับพนักงานออก ลดต้นทุนโดยไม่คิดจะเพิ่มงบโฆษณาหรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ

ผมหวังว่าแนวคิด Funnel จะช่วยตรวจสอบวัดผล เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของท่านได้ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและธุรกิจของท่าน สืบไปจนถึงระดับประเทศครับ

ขอบพระคุณที่อ่านจนจบครับ

เอกชัย (กุ้ง)

อ่านมาถึงตรงนี้ หากคุณต้องการ

ออกแบบ

เฉพาะธุรกิจคุณ

ถ้าท่านสนใจ เพิ่มยอดขาย
ด้วย Adwords แบบ Advanced
คุยกับผมได้ครับ

ผมเชื่อเรื่องของการ “มอบให้” ก่อน
จึงเกิดมิตรภาพ
(เพราะผมรักงานนี้)

ท่านสามารถให้ข้อมูลผมไว้ เพื่อให้ผมช่วยดู
ว่าสามารถใช้ Google Adwords ช่วย
เพิ่มยอดขาย ให้กับธุรกิจของท่าน ได้อย่างไรบ้าง